สัญญาณเตือนเพลิงไหม้แบบหลอกๆ ของไทย เกือบทำให้คนญี่ปุ่นตายใจเมื่อเจอของจริง

Categories: news.

Apr 30, 2018 // By:admin // No Comment

สวัสดีครับผม Mr. Leon มาแล้ว ช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมาผมไปธุระที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีค่าครองชีพสูงมากๆ มีคนบอกว่าเมื่อมาตรฐานการครองชีพของประชาชนสูงขึ้น ธุรกิจงานบริการจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมบริการหรือที่เรียกว่า ????? Tertiary sector of industry มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความสำคัญมากขึ้นในสังคมที่นี่ด้วย เพราะผู้บริโภคต้องการบริการต่าง ๆ มากขึ้นนั่นเอง

อุตสาหกรรมบริการ เป็นภาคเศรษฐกิจที่มิได้ผลิตสิ่งของบริโภค แต่เป็นงานบริการให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ หรือลูกค้าประชาชนทั่วไป เช่น การธนาคาร การเสริมความงาม ธุรกิจการขนส่ง แหล่งบันเทิง เป็นต้น ซึ่งธุรกิจดังกล่าวล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมบริการในระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว อุตสาหกรรมบริการจึงกลายเป็นแหล่งจ้างงานของคนในแต่ละประเทศมากขึ้นด้วย อย่างที่เคยบอกไปว่าผมรู้สึกว่าที่ออสเตรเลียมีคนย้ายถิ่นเยอะ มีคนเอเซียจำนวนมากและเป็นผู้ที่เหมาะกับการทำงานในสายการบริการดังกล่าวจึงทำให้คนท้องถิ่นหางานยากขึ้น การดำรงชีพบางครั้งก็ยากลำบากสำหรับบางคน มีคนตกงานและไร้บ้านอยู่จำนวนมาก เจอฝรั่งชกกันด้วย เราต้องระวังตัวเองให้ดี
วันหนึ่งผมเดินผ่านร้านหนังสือจึงแวะดู ที่มุมหนังสือการ์ตูนมังงะมีหนังสือการ์ตูนเรื่อง ???13 “Golgo 13” ด้วย ผมจึงนึกถึงแคมเปญหนึ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาช่วงนี้พอดี

กระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น มีแคมเปญ เพื่อเตือนให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ของคนญี่ปุ่นในต่างประเทศ ดำเนินกิจการอย่างระมัดระวัง โดยใช้การ์ตูนเรื่อง “Golgo 13″และมีตัวหลักเป็นนักล่ามาดขรึม Golgo 13นั่นเอง โดยมีข้อเตือนใจหลักๆ อยู่ 3 ประการ คือ

?ไม่ทำตัวเด่นสะดุดตา
?ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถคาดการณ์สิ่งที่เราทำได้
?ไม่ละเลยสิ่งที่พึงระมัดระวัง
แคมเปญรณรงค์เพื่อความปลอดภัยดังกล่าว ไม่ใช่มีประโยชน์เฉพาะหน่วยงาน แต่บุคคลทั่วไปก็สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติได้ โดยเฉพาะเวลาที่เราเดินทางไปท่องเที่ยวหรือไปต่างถิ่น มีประโยคหนึ่งในแคมเปญพูดออกมาว่า ” โรงแรมไม่ใช่บ้านคุณนะ” ไม่ว่าอย่างไรก็ตามควรใส่ใจเรื่องความปลอดภัยให้มากที่สุด

ไม่ใช่แค่เห็นการ์ตูนเรื่องนี้ในร้านเท่านั้น แต่การไปธุระครั้งนี้รู้สึกว่ามีอะไรหลายๆ อย่างที่ชวนให้ผมนึกถึงเรื่อง Golgo 13 เสียจริง คิดว่าเพื่อนๆ น่าจะพอรู้จักการ์ตูนมังงะเรื่อง “Golgo 13” นะครับ ที่เมืองไทยก็มีนะครับน่าจะมีเพื่อนๆ บางคนเคยอ่านมาบ้าง คนที่ชอบแนวนักฆ่า คงจะชอบอยู่ เรื่องนี้ถือเป็นงานเขียนคลาสสิคอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับการ์ตูนมังงะ เป็นเรื่องของยอดนักฆ่ามาดขรึม Golgo 13 ผลงานชิ้นนี้เป็นของ อาจารย์ Mr. Takao Saitou ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1968 และได้มีการนำไปสร้างภาพยนต์ใช้คนแสดง ถึง 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน ต่อจากนั้นถูกสร้างเป็นการ์ตูนอนิเมะ และอนิเมะซีรี่ย์อีกด้วย เรื่องนี้เขียนมานานมาก ยาวนานมากจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของมือสังหารรับจ้างผู้ใช้นาม “Golgo 13” ชื่อนี้ได้มาอย่างไร เขาบอกว่า เป็นนามแฝงล่ะครับ

จริงๆ แล้วชื่อ Golgo ย่อมาจากชื่อ “Golgotha” ซึ่งเป็นชื่อเนินเขาที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขน และตายที่นั่นในวันที่ 13 !! ที่เค้าว่ากันว่า “อาถรรพ์ ศุกร์ 13” นั้น เป็นความเชื่อของพวกฝรั่งชาวตะวันตกโดยเฉพาะชาวคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก เพราะเชื่อว่าเลข 13 เป็นเลขแห่งความโชคร้าย บางตำราของฝรั่งยังบอกไว้ว่า “วันศุกร์” เป็นวันที่ใช้ประหารนักโทษ ฝรั่งบางคนเชื่อเรื่องนี้อย่างมาก จนทำให้บางคนก็จิตตกกันไปเลยทีเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณนะครับ ก็เป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ประกอบชื่อ “Golgo 13” นั่นเอง

ซึ่งนาม “Golgo 13” นี้เองใช้เป็นรหัสในการติดต่อรับงานของเขาครับ เนื่องจากเขาเป็นมือสังหารรับจ้างลึกลับที่ถูกว่าจ้างทั่วไป อาจจะโดย “องค์กรอาชญากรอเมริกัน” ให้ไปเก็บหัวหน้าสาขาในฮ่องกงที่ต้องการแยกตัวไปเปิดองค์กรเอง และรับจ้างสังหารทั่วไป Golgo 13 เป็นนักฆ่ามืออาชีพมาก จะทำงานด้วยความสุขุมเยือกเย็น และโหดมาก ดาร์กมาก เถื่อนแบบผู้ชายๆ เคยมีแบบสำรวจว่าร้านตัดผมชายในญี่ปุ่นมีการ์ตูนเรื่องใดวางไว้ให้ลูกค้าอ่านมากที่สุด ก็คือเรื่อง Golgo 13 นั่นเอง เขาสามารถใช้อาวุธได้หลากหลายชนิด เขาฆ่าเหยื่อได้ด้วยกระบองสั้น หรือบางทีก็ขว้างหอกใส่ เก่งจริงๆ มีความสามารถมากมายเกินคน สามารถพูดได้มากกว่า 20 ภาษา สุรานารีจัดเต็ม ที่สำคัญเวลาเลือกไปพักตามโรงแรมจะพักโรงแรมหรูปานกลางที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และมักจะพักห้องที่อยู่ใกล้ทางหนีไฟ!!

ปกติแล้วผมชอบท่องเที่ยวมาก สมัยเรียนหนังสือได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปหลายเมืองหลายประเทศ แต่คราวนี้เจอประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเจอะเจอมาก่อนเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้เพราะปกติเวลาที่อยู่เมืองไทยมักจะโดนสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้เตือนแบบหลอกอยู่บ่อยๆ อยู่ๆ ก็ดังขึ้นมาเอง แรกๆ ก็ตกใจ แต่ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไร รอให้สัญญาณมันดับไปเอง หลังๆ ก็นั่งฟังอย่างสงบใจในห้องแบบไม่คิดว่ามันจะมีภัยอะไรเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เพราะมันหลอกเรามาตลอดนะ
แต่การพักผ่อนในโรงแรมกึ่งอพาร์ทเมนในการไปออสเตรเลียครั้งนี้เป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือนเนื่องจากเหตุกาณ์เตือนเพลิงไหม้ และมีหน่วยดับเพลิงมา วันนั้นผมตกใจมาก ที่ตกใจเพราะไม่เคยอยู่บนตึกสูงชั้นที่ 50 กว่า ในวันที่มีเตือนไฟไหม้ ผมคิดว่าจะไม่ได้กลับมาซะแล้ว

กลางดึกของวันศุกร์ ที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา อาคารสูงลิ่วที่ผมพัก มีเสียงสัญญาณดัง ปี๊บ ๆๆๆ สักพักก็เปลี่ยนเป็นเสียงที่ดังขึ้นและมีเสียงเตือนด้วยว่า EVACUATE NOW! (อพยพด่วน ตอนนี้! ) เสียงประกาศซ้ำๆ ต่อเนื่อง EVACUATE NOW! …EVACUATE NOW!…. เริ่มทำอะไรไม่ถูก เห้ยไฟไหม้! ในใจก็คิดว่าเรื่องจริงหรือเปล่า ??????????…! (?•?•`) เสียงประกาศก็ไม่หยุด EVACUATE NOW! …EVACUATE NOW!…ขณะนั้นสังเกตุว่าคล้ายๆ จะมีกลุ่มควันจางๆ ยิ่งจิตตก พลางคิดว่าต้นเหตุมาจากห้องตัวเองหรือเปล่า ยังคิดกลัวว่าจะเป็นต้นเหตุสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นๆ

จากนั้นจึงรีบคว้าเป้ใกล้มือได้ใบหนึ่งก็อพยพพากันลงไปข้างล่าง พอดีสวนกับพนักงานดับเพลิงซึ่งถือว่ามาไวมาก จากเสียงประกาศไม่น่าจะเกิน 3 นาที แอบถามเขาอย่างไวว่า ห้องไหน เขาบอกเลขห้องมา ยิ่งจิตตกมันห้องเรารึเปล่าหวา เพราะเลขห้องสี่ตัว สองตัวแรกมันชั้นเราชัดๆ แต่ด้วยความตื่นตกใจจำผิดๆ ถูกๆ มันห้องเรารึเปล่า พอเอากุญแจห้องมาดูแม้ว่าจะสบายใจได้ว่าไม่ใช่ห้องเรา แต่มันคือห้องข้างๆ ที่ติดกันเลย แล้วผู้ชายที่พักห้องข้างๆ หน้าตาออกไปทางแขกอาหรับ พลันคิดไปกันใหญ่ว่าเขาทำอะไรนะ ไว้ใจได้หรือเปล่า น่ากลัวชะมัด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านไปสัก 15 นาที คนที่ลงมารวมพลกันด้านล่างก็ได้รับอนุญาติให้ขึ้นไปข้างบนได้ แต่ทุกคนก็ยังคงยืนนิ่งกันไม่ยอมขึ้นไป บางคนลากกระเป๋าออกไปพักที่อื่นเลย นี่คิดถึง Golgo13 ขึ้นมาทันที รู้แล้วว่าทำไมเขาชอบพักใกล้ทางหนีไฟ และวันนั้นก็ดันเป็นวันศุกร์ที่ 13 ซะอีก

ส่วนผมเมื่อขึ้นมาข้างบนห้องก็นอนไม่หลับครับ คุยกับเพื่อนที่อยู่ที่นั่นอยุ่แล้ว เพื่อนบอกว่าเป็นเรื่องปกติมากสำหรับตึกสูง และระบบเตือนเพลิงไหม้และหน่วยดับเพลิงของที่นี่ซึ่งค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ห้องใดที่เป็นต้นเหตุทำให้หน่วยดับเพลิงมาจะต้องจ่ายค่าเสียเวลาให้หน่วยงานนั้นเกือบสามหมื่นบาท จะมาทำเล่นๆ กดเตือนเล่นๆ ไม่ได้นะ

เรื่อง Fire Alarm Systems หรือ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและไม่ควรทำเล่นๆ ที่ญี่ปุ่นก็มีฝึกและอบรมกันอย่างจริงจังอยู่เสมอ ปกติระบบมีไว้สำหรับแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุเพลิงไหม้ อาจจะใช้อุปกรณ์ตรวจจับที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของสถานที่ ซึ่งจะช่วยทำให้เราสามารถรับรู้และแก้ไขได้ทัน และยับยั้งไม่ให้ไฟไหม้ลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อนเล่าให้ฟังว่าหลังจากอุปกรณ์เริ่มทำงานจะส่งสัญญาณมายังตู้ควบคุม แล้วจึงส่งสัญญาณต่อไปที่หน่วยดับเพลิงให้ทราบว่ามีเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้น ที่สถานีดับเพลิงจะเรียกเจ้าหน้าที่ซึ่งจะรีบมาตรวจสอบ เมื่อถึงตอนนี้ ระบบที่อาคารจะส่งคำเตือนสุดท้ายสั่งให้อพยพออกจากอาคารทันที และดังเตือนต่อเนื่องจนกว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมา ตรงกับที่ผมเจอเลยเชียว นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดหรอก แต่ครั้งนี้ก็ได้ข้อเตือนใจหลายๆ อย่าง

หนึ่งในข้อเตือนใจที่ได้รับนั้น ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเรามีค่ามาก และการได้อยู่บนผืนแผ่นดินไทยนับว่าเป็นความสุขใจที่หาที่ไหนไม่ได้ ผมคิดเลยว่าอยากกลับเมืองไทยไวๆ จากที่เคยหงุดหงิดกับบางอย่างที่เคยเจอที่กรุงเทพฯ แต่ก็ได้รู้ว่า เมืองไทยมีความสุขใจ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อาหารอร่อย อบอุ่น และมิตรภาพที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกเหมือนบ้านตัวเอง
ที่นี้เมื่อพูดถึงการหนีจากภัยเพลิงไหม้ ปกติสิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อมีการเตือนเพลิงไหม้คือ ต้องหยุดทำกิจกรรมทุกอย่างที่ทำอยู่ เช่น ถ้ากำลังทำกับข้าว ก็ให้หยุด แต่ต้องปิดไฟ ปิดแก็สทุกอย่างให้เรียบร้อย หยิบของสำคัญที่ทำได้ เช่น กระเป๋าตังค์ มือถือ กุญแจห้อง แต่อย่ากังวลใจมาก ควรมีสติให้มาก และออกจากห้องโดยเร็ว อย่าลืมล็อคห้องให้เรียบร้อย อย่าใช้ลิฟต์ ให้รีบไปที่บันไดหนีไฟ และลงไปนอกตึกในทันที เราต้องปลอดภัยไว้ก่อนครับ

ใกล้หน้าร้อนแล้ว อย่างไรก็ระวังเรื่องฟืนไฟกันด้วยนะครับ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามควรใส่ใจเรื่องความปลอดภัยให้มากที่สุด วันนี้สวัสดีครับ

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์

About admin

Browse Archived Articles by admin

Related

Sorry. There are no related articles at this time.